ปู่เย็นเป็นอยู่/ พนิดา วสุธาพิทักษ์/ สำนักพิมพ์พิมพ์บูรพา/ 125 บาท

 

"ปู่เย็นอาจมิใช่คนของโลกยุคนี้

มิได้หมายความว่าปู่เย็นเป็นชายชราจากดาวดวงอื่น

แต่เป็นไปได้ว่ามนุษย์สายพันธ์เดียวกับปู่หลงเหลืออยู่บนโลก

กระเหี้ยนกระหือรือใบนี้ไม่มากนัก"

 

 

นี่เป็นคำโปรยบนปกหลังที่ให้คำบอกเล่าบางส่วนของปู่,จริงๆ หนังสือเล่มนี้ ผมซื้อมาตั้งแต่ปี 49 พิมพ์ครั้งที่ 4 จนมารู้ข่าวการจากไปของปู่เลยหยิบปู่ขึ้นมาดูและอ่านอีกครั้ง พออ่านจบความรู้สึกในครั้งก่อนกับครั้งนี้มันต่างกัน ตรงที่ครั้งนี้มันมีน้ำตา..

 

สำหรับผมหากจะให้นิยามความหมายของปู่ แกคงเปรียบเสมือน 'กระจกใบใหญ่เก่าๆ สักบานที่สะท้อนตัวตนและรางเหง้าของตัวเองได้อย่างชัดเจน ไม่มีผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง แล้วตกผลึกสามัญสำนึกออกมาเป็นเงางองุ้ม ของร่างกายที่ผันผ่าน ร่อนตะแกรงเฉกเช่นน้ำกะทิ ที่ปู่ลงมือคั้นด้วยตัวเองถึงกว่าศตวรรษ กับอีก 364 ฤดูกาล, และแม้ว่าจะไม่ใช่มะพร้าวน้ำหอมเหมือนคนหนุ่มสาว แต่ปู่ก็เป็นมะพร้าวทึนทึกที่มันคงด้วยอุดมการณ์ ต่อทุกสภาพแวดล้อมที่ผันแปร

 

ปู่เป็นคนเพชรแต่กำเนิด ช่วงวัยรุ่นเคยรับจ้างเลี้ยงวัวอยู่หลายปี จนได้มาพบรักกับย่าเอิบ แล้วอยู่กินกันจนย่าจากไป เหลือทิ้งไว้เพียงแค่กรอบรูปหนึ่งบาน แทนความทรงจำ ปู่พกมันติดตัวไปด้วยทุกที่..ตลอดเวลา (everytime)

 

ผมเห็นปู่ครั้งแรกผ่านรายการคนค้นคน แปลกใจว่าทำไมแกต้องมาลำบากแบบนี้ด้วย?

 

ทั้งที่ความเป็นจริง แกเลือกที่จะอยู่แบบนี้เอง แกไม่อยากเป็นภาระให้ใครลำบากใจ หาปลางกๆ เงิ่นๆ ไปลำพังเพื่อประทังชีวิต  เป้าหมายสุดท้ายของแกคือ ตอนนี้แกมีเงินอยู่ 7,000  แกอยากเก็บเงินให้ได้อีก 3,000 รวมเป็น 10,000 บาท เพื่อประคับประคองชีวิตให้ผ่านโค้งสุดท้ายก่อนถึงจุดหมายที่ปลายทาง

 

แกเป็นคน 'ขี้เกรงใจ' และที่สำคัญถ้าไม่ใช่ 'พวกกัน' ใครอย่าริมาชวนแกไปทำอะไรที่ไหน แกปฏิเสธถ่ายเดียว

 

พ่อค้าขายปลาอย่างแกเป็นคนใจดีที่สุดในโลก เท่าที่ผมเคยพาลพบมา เวลาแกหาปลาได้เยอะ แกจะใส่กะละมัง ไปวางขายบนตีนสะพานลำโย เมื่อมีลูกค้ามาทำสนธิสัญญาซื้อขายเมื่อใด  แกจะบอกว่า "เอาอะไรก็เอา..ชอบใจใ