ปีกว่าแล้วที่ผมไมได้เกาะ-เกี่ยว โหน-หิ้วราวรถเมล์ให้เมื่อยหัวไหล่-ไคลย้อย, ถ้านับกันจริงๆ ชีวิตคนเราในหนึ่งวันจะชึ้นรถเมล์กี่สาย-กี่เที่ยว แล้วทั้งชีวิตละ..เรามีโอกาสได้สัมผัสแนบแน่นเบาะรถเมล์ทุกหมายเลขทั่วกรุงเทพบ้างไหม?

ผมขบคิดกับตัวเอง พลางโยนหลักความน่าจะเป็นลงไป บวกลบคุณหารได้คำตอบในใจว่า 'มันคงเปนไปได้ยากเกินไป'

ถ้าผมเขียนต่อ อิงอารมณ์โรแมนติก+กินใจ คงพร่ำพรรณณาต่อไปได้มิรู้จบ ประมาณว่า "โอกาสที่คนเราจะเจอกันบนรถเมล์สายเดียวกัน เวลาเดียวกัน ณ สถานที่เดียวกัน มีมากน้อยแค่ไหน?" / "เวลาฝนตก-รถติด ข้างนอกหนาว-ข้างในร้อน แล้วความรู้สึกของเราละ?" / "ต่อรถเมล์ไปกลับ 12 เที่ยว เพื่อไปหาคนที่เราคิดถึง แค่ไม่กี่นาที มันคุ้มกันไหม?" / "ชายหญิงสองคนเจอกันบนรถเมล์บ่อยครั้ง แต่ไม่เคยพูดกันสักคำ ที่ไหนได้คนทั้งสองเป็นเพื่อนของเพื่อนคนเดียวกัน" ผมตัดสินใจไม่เขียนดีกว่า กลัวคนอ่านพาลเบื่อวลีหวานซึ้ง+รำคาญตา

ผมนั่งรถเมล์ในกรุงเทพมา 10 กว่าปี ถ้าเป็นฝั่งธนบุรีคาเฟ่ ค่อนข้างชินทาง แต่เมื่อข้ามไปฝั่งสยามพระนคร ค่อนข้างเป็นไก่ตาฟาง (ยิงไปหนึ่งดอกหวังว่าคงโดนสักคน!) จำได้ลางๆ ว่าแม่จูงมือผมขึ้นรถเมล์ทีไร จะมีคนลุกให้ผมนั่งเสมอ พอตอนนี้ ถึงทีที่ผมเป็นฝ่ายลุกให้เด็กนั่งบ้าง ถึงได้เข้าใจความหวังดี+ความรู้สึก ที่คนอื่นมี

รถเมล์ทุกคันไม่ว่าจะสีแดง สีฟ้า สีเขียว สีเหลือง ล้วนมีสโลแกนเป็นสิ่งเดียวกัน นั่นคือ “โปรดเอื้อเฟื้อแก่เด็ก สตรีมีครรภ์ และคนชรา” ดีขึ้นมาหน่อยก็จะมีที่นั่งระบุไว้ชัดเจนเลยว่า “ที่นังสำหรับพระภิกษุสงฆ์” หรือ “ที่นั่งสำหรับคนพิการ” ใช่อยู่..นี่มันไม่ใช่กฏหมาย มันก็เป็นแค่ข้อความหนึ่ง ที่ไม่บังคับขู่เข็ญให้ใครคนใดคนหนึ่งทำ เป็นเพียงจริยธรรมสั้นๆ ในสามัญสำนึกที่บรรจุอยู่ในจิต+ใจ ของแต่ละคน

สัดส่วนที่นั่งของ 'บุคคลพิเศษ' เหล่านั้น คงได้เท่ากับ 1 ใน 10 ของที่นั่งทั้งหมด แล้วที่นั่งที่ไม่มีป้ายติดบอกไว้ละ เราจะจัดสรร-ปันน้ำใจอย่างไร ให้สมดุลและคุมค่ากับราคาค่าตั๋ว ยกตัวอย่างเช่น..

เด็ก-ในที่นี้ขอให้เป็นเด็กจริงๆ นะครับ จะเพศชายเพศหญิงไม่เกี่ยง น่ารักน่ากลัวไม่ใช่ปัญหา ขอแค่ไม่ใช่เด็กแว้น-เด็กช่าง เป็นพอ

สตรี(อนึ่ง)-ผู้หญิงผอมแห้งแรงน้อย ผิวหนังหยาบกร้าน หอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรัง ประหนึ่งว่ากลับมาจากหัวลำโพงแอนด์หมอชิตทู

สตรี(อสอง)-ผู้หญิงมีครรภ์ (อันนี้คงเข้าใจกันดี ไม่ใช่ผู้หญิงมี 'คัน' นะครับ อันนั้นปล่อยให้เขาเกาเอาเองแล้วกัน) และผู้หญิงอุ้มเด็กอ่อนแบเบาะ

คนชรา-เอาเป็นว่าถ้าเห็นใครอายุราวๆ รุ่นพ่อ+รุ่นแม่เราก็จงลุกเถิด เราเองก็คงไม่อยากเห็นพ่อกับแม่ยืนโหนรถเมล์สายตับไตใส้พุงไปมาใช่ไหมละ

คนเมามาย-ไม่ใช่อาการของคนเพิ่งกินเหล้าเคล้าเบียร์มาหมาดๆ นะครับ แต่เป็นอาการของคนข้างถนนทั่วไป เชื่อว่าคงเคยเห็นกัน แต่งตัวมอมแมม ผมเพร่ารุงรัง บ้างมีถุงกาวในมือ บ้างสนทนากับโสตประสาทของตัวเอง ผมว่าคนเหล่านี้ไมได้บ้านะ เขาแค่ป่วยเท่านั้น ถ้าเขาได้รับการบำบัด+รักษาที่ดี เวลาเขาขึ้นรถเมล์ เขาคงไม่ต้องเป็นที่รังเกียจของคนอื่น

สังเกตุไหมครับ คนพวกนี้ชอบนั่งเบาะในสุดริมหน้าต่าง สายตาเหม่อมองออกไป ปากฮัมขมุบขมิบ เขาคงไม่ดีใจหรอกที่ไม่ต้อง 'ตีตั๋ว' ขึ้นรถเมล์ แต่เราเองก็คงไม่มีใครอยากขึ้นรถเมล์ฟรีใน 'สถานะ' เดียวกันกับเขา

ผมคิดว่าเขาคงไม่มีเจตนาจำ 'ทำร้าย' ใคร หลีกให้เขานั่ง ให้เขาได้อยู่ในโรคส่วนตัว (อ่านคำขยายความได้แค่คลิก!)ของเขาเถอะครับ

สุดท้าย, คนเมา-อันนี้คือคนที่ร่างกายแบกรับแอลกอฮอล์มาในปริมาณเต็มที่แล้วจริงๆ