โลกละบาท

posted on 01 Apr 2009 12:34 by munez30 in walkingdiary

เรื่องและภาพ < ปุ๊

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาคุณอยู่ที่ไหน? ไม่สำคัญ-เพราะเราต่างก็ยืนอยู่บน โลกใบเดียวกันถึงแม่ว่าจะมี โลกส่วนตัวคนละใบกัน

เช้าวันนั้น-หน้าจุฬา, ผมมีนัดกับพี่ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน (พ่อเลี้ยงของงาน), อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ (พี่เลี้ยงของงาน), พี่เอ๋-นิ้วกลม (องครักษ์ของงาน) และผู้ร่วมทริปอีก 40 กว่าชีวิต, เรากำลังจะออกเดินทางกันไปที่ไหนบ้าง คำตอบอยู่ย่อหน้าถัดไป

1.

วิชาแรก, บนสะพานพระราม 9 เหม่อมองออกไปนอกกระจก เห็นตึกข้าวหลามตัดสูงใหญ่ รู้สึกว่าข้างในจะเต็มไปด้วยของมีค่า ต่างกับในรถทัวร์ตอนนี้มีปริมาณลมหายใจล่องลอยอยู่ 40 กว่าชีวิต มุ่งหน้าสู่เวนิสอินไทยแลนด์ ดินแดนหิ่งห้อย-สมุทรสาคร

2.

 

วิชาที่สอง, เราก็ก้าวเท้าลงจากรถไปทักทายเกลือที่ลอยเท้งเต้งอยู่ก้นบ่ออย่างสงบ บ้างถูกปลุกให้ลุกขึ้นมานอนในกระบะ รอการลำเลียงไปสู่กระทะ

ชาวทริปต่างหยิบสมุดขึ้นมาจด ยกกล้องขึ้นมาถ่าย เปิดหูรับฟังการบรรยายในวิชาแรกจากอาจารย์ยงยุทธ

รู้ไหมว่าทำไมคนในสมัยก่อนถึงมีเกลือกันทุกบ้าน เพราะเกลือเป็นสิ่งที่มีค่าและราคามากกว่าเงินทองเสียอีก ที่ใดมีเกลือแปลว่าที่นั่นอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านจะเอาเกลือไปแลกเปลี่ยนกับข้าวของจากพ่อค้า คนไทยสมัยก่อนเก่ง ไม่มีเงินก็อยู่ได้ด้วยเกลืออาจารย์อธิบายหน้าที่ของเกลือให้พวกเราฟัง

3.

 

วิชาที่สาม, หลังจากเดินดม-ชมเกลือแล้ว สถานีต่อไปรถจอดที่ ตลาดน้ำท่าคาดูจากพ่อค้าแม่ขาย ส่วนมากจะมีแต่คนแก่เป็นหลัก พวกบ่าวสาวพออ่านออกเขียนได้ ก็มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพกันหมด

คนที่นี่แต่ก่อนเขาไมได้ขายของเป็นอาชีพหรอก เขาทำไร่ทำสวนเป็นอาชีพหลัก สมัยก่อนเวลาใครหอบหิ้วผลหมากรากไม้ที่เก็บเกี่ยวได้ พอพายเรือสวนกันไป-มา ก็จะแบ่งปันของเหล่านั่นให้กัน แบบยื่นหมู-ยื่นแมว แต่สมัยนี้การเกษตรตกต่ำ ก็ทำให้ชาวไร่ชาวสวน หันมาค้าขายทางเรือ เป็นการปรับวิถีชีวิตให้เต้นตามจังหวะของปัจจุบันเท่านั้นเองอาจารย์พูดไปยิ้มไป

เห็นดอกใบเตยนั่นไหมราคาแค่ 5 บาท! มันอาจจะน้อยสำหรับเรา แต่มันมีค่าสำหรับเขา โดยการนำสิ่งที่มีอยู่ มาแปรรูปให้เกิดมูลค่าด้วยตัวมันเอง

4.

 

วิชาที่สี่,